วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550

อาทิพุทธ

แนวคิดของวัชรยานได้รับเรื่องอาทิพุทธ หรือ "ธรรมกาย"มาจากมหายานเดิม และปรากฏเป็นภาพเชิงบุคคลาธิษฐานชัดเจนขึ้นกว่าก่อน จนพัฒนารูปแบบเฉพาะตนไปในนิกายต่างๆ
ดังนี้เอง จึงเกิดเป็นความสับสน ระหว่างอาทิพุทธองค์ต่างๆที่อธิบายไม่ตรงกันบ้างตามแต่ละนิกาย ซึ่งได้สร้างความงุนงงสงสัยกับผู้สนใจอยู่ไม่น้อย
แต่อันที่จริงแล้ว อาทิพุทธ หรือ ธรรมกายนี้ เป็นการอธิบาย"ธรรม"ที่มีมาก่อนการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ธรรมคือกฏของธรรมชาติดำรงอยู่แล้วเกินคาดคะเนนับ เราจะสังเกตเห็นได้ว่า แม้จะมีพระพุทธเจ้าในระบบตรีกายอย่างมากมาย ทั้งนิรมาณกาย และสัมโภคกายที่ผู้ปฎิบัติจะสามารถนิมิตหรือสวดภาวนาถึงได้ แต่พระพุทธเจ้าที่เป็นธรรมกายนั้นกลับไม่มีการปฎิบัติถึงโดยตรง(แม้พระวัชรสัตว์จะนับเป็นพระอาทิพุทธพระองค์หนึ่ง แต่การบูชาและบทสวดของพระองค์นั้น พระวัชสัตว์อยู่ในฐานะของสัมโภคกายของพระสมันตภัทร หรือพระวัชรธรอีกทีหนึ่ง ไม่ใช่ธรรมกาย) นั่นเพราะเหตุว่า ธรรมกายนั้นเป็นสภาวะธรรมอันไม่อาจกำหนดที่ว่างและเวลาลงได้ เป็นสภาวะที่สูงสุดของพระพุทธเจ้า ดังที่ในนิกายนญิงมาอธิบายว่า พระธรรมกายนั้นสั่งสอนเฉพาะในสภาของผู้ที่ตรัสรู้แล้วทั้งหมด เกินกว่าที่ปุถุชนจะเข้าถึงได้ (ยกเว้นในกรณีของท่านติโลปา ที่ถือว่าได้รับการถ่ายทอดคำสอนมาจากพระวัชรธร อาทิพุทธ)

สมันตภัทร
เป็นพระอาทิพุทธ ในนิกายนญิงมา เดิมทีพระนามนี้เป็นชื่อของพระโพธิสัตว์ในมหายาน คือพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ หมายถึง ความดีงามอันแผ่ไปทั่วจักรวาล(จีนเรียก ผู่เซี่ยน, โผ่วเฮี้ยง ญี่ปุ่นเรียก ฟูเกน)เราไม่อาจยืนยันได้ว่าเมื่อพุทธศาสนาวัชรยานรับเอามาและพัฒนาในรูปแบบของตนเองนั้น พระองค์จึงได้กลายเป็นพระอาทิพุทธไปในที่สุด หรือเพียงแต่เป็นการพ้องกันของชื่อย่างน่าประหลาด

ฟูเกนโบสัตซึ

นิกายนญิงมาปะ มีพระอาทิพุทธ คือพระสมันตภัทร แสดงรูปเป็นรูปพระพุทธเจ้าไม่ทรงอาภรณ์ใดๆ เปลือยเปล่าในปางสมาธิ และมีพระวรรณะสีน้ำเงินเข้ม อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความว่างอันไม่มีขอบเขต ทั้งยังทรงเป็นสัญลักษณ์แห่งความกรุณา หรืออุบาย ในปางที่มีศักติด้วยนั้น ศักติของพระองค์คือ สมันตภัทริ มีวรรณะสีขาว เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา


วัชรธร
เป็นพระอาทิพุทธในนิกายกาจูและสากยะ พระวรกายสีน้ำเงิน ทรงอาภรณ์อย่างกษัตริย์ มุทราวัชรหูมกร คือพระหัตถ์ยกขึ้นไขว้กันระดับอก พระหัตถ์ขวาทรงวัชร พระหัตถ์ซ้ายทรงระฆัง(ฆัณฏะ)



มุทรา วัชรหูมกร

วัชรสัตว์
เป็นทั้งพระอาทิพุทธ พระธยานิพุทธ(สัมโภคกาย)และพระโพธิสัตว์(ปรากฏในพระสูตรตันตระคือ มหาไวโรจน ตันตระ และ สรฺวตถาคตตตฺตฺวสํคฺรห ตันตระ)พระวรกายสีขาว ทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาทรงวัชระในระดับพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายทรงฆัณฎะอยู่ในระดับพระโสณิ(สะโพก)หรือเหนือพระอูรุ(ต้นขา)เล็กน้อย



มนตราประจำพระองค์ อ่านสำเนียงสันสกฤตว่า โอมฺ วัชฺร สัตฺว หูมฺ
สำเนียงทิเบตว่า โอม เบนซา สะโต ฮูง


พระวัชรสัตว์ ศิลปะชวาตะวันออก ราวพุทธศตวรรษที่17


พระวัชรสัตว์ ศิลปะเขมร สมัยพระนคร ราวพุทธศตวรรษที่17

วันศุกร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2550

วัชระ

วัชระ แปลว่าสายฟ้า และมีความหมายอีกประการคือ เพชร เป็นนัยแห่งความหมายร่วมกันคือความแข็งแกร่ง และทรงพลัง ในการตัดทำลายสิ่งต่างๆ

ทำไมต้อง สายฟ้า
ผู้คนแต่โบราณในทุกวัฒนธรรม ล้วนเป็นกลุ่มชนที่ยำเกรงอำนาจของธรรมชาติทั้งสิ้น ฟ้า ฝน ลม เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของผู้คนสมัยนั้น การนับถือเจ้าแม่ และเจ้าพ่อแห่งธรรมชาติ ปรากฏในวัฒนธรรมทั้งอียิปต์ กรีก จีนและอินเดีย
ผู้คนสังคมเกษตรกรรมต้องพึ่งฟ้าฝน บางทีฟ้าก็ให้น้ำท่าสมบูรณ์ด้วยความเมตตา บางทีฟ้าก็พิโรธให้เกิดความแล้ง หรืออุทกภัย
แสงแห่งสายฟ้านั้นมาเมื่อมีฝน ความสว่างและเสียงอันกึกก้องนั้น น่าเกรงขาม แต่ใครคือผู้บันดาลสิ่งนี้

ซุส,อินทร,วัชรปาณิ เทพเจ้าแห่งสายฟ้า
ชาติอารยันนั้นเป็นบรรพบุรุษแห่งชาวกรีก เปอร์เซีย และอินเดีย ในกรีกนั้น ซุสเป็นมหาเทพผู้ทรงสยฟ้า ส่วนในอินเดียนั้น พระอินทร์คือเทพสูงสุดแห่งยุคพระเวท(ก่อนที่พระศิวะ พระนารายณ์จะ มาแทนที่) และก็ทรงสายฟ้าเช่นกัน




โปรดสังเกตสายฟ้าในพระหัตถ์ของซุส คือการจับเอาสายฟ้ามากำรวมกัน

เมื่อช่างกรีกได้ตามทัพพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มาอินเดีย ช่างฝีมือชาวกรีกในอินเดียเหล่านี้เป็นผู้สลักพระพุทธรูปขึ้นเป็นชาติแรก แน่นอนว่าช่างเหล่านี้เคยเห็นรูปของซุสที่กรีกมาก่อนแล้ว "สายฟ้า"ในดินแดนอินเดียจึงรับเอารูปจินตนาการมาจากกรีกนั่นเอง

พระพุทธรูปสลักหินศิลปะสมัยคันธาระ(พุทธศตวรรษที่7) คือศิลปะกรีกในอินเดีย ขวาของภาพคือพระโพธิสัตว์วัชระปาณิ ซึ่งแผลงมาจากพระอินทร์เดิมโดยแท้ สังเกตวัชระในพระหตถ์ซ้ายเป็นวัชระแบบกิ่งเดียว


รูปพระอินทร์ที่โสมนาถปุระ ราว พุทธศตวรรษที่17 ทรงวัชระในพระหัตถ์ขวา

รูปวัชระนี้มีขนาดเล็กลงในศิลปะทิเบต กลายเป็นของในพิธีที่สามารถถือในมือได้สะดวก ไม่เหมือนกับดั้งเดิมในกรีก หรืออินเดียที่ดูเป็นอาวุธขนาดใหญ่

วัชระและระฆัง(ฆัณฏะ)ของทิเบต


วัชระในนิกายชิงงอน(มนตรยาน)ของญี่ปุ่น

ในพุทธศาสนาวัชรยาน วัชรยังคงแสดงความหมายของการตัดทำลายกิเลสอย่างทรงพลัง หมายถึงการตรัสรู้อย่างฉับพลัน สัญลักษณ์ของอุบายหรือการปฏิบัติอันเป็นสัญลักษณ์ของชาย คู่กับระฆังหรือฆัณฏะ สัญลักษณ์แห่งปัญญาและฝ่ายหญิง

วันพฤหัสบดีที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2550

สัญลักษณ์ในพุทธศิลป์ทิเบต

พระอาจารย์โดเงน ผู้ก่อตั้งโซโตเซ็น ในญี่ปุ่นกล่าวว่า "การศึกษาพุทธศาสนา คือศึกษาตนเอง, การศึกษาตนเอง คือละทิ้งตนเอง" นี่น่าจะเป็นคำกล่าวสั้นๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติในพุทธศาสนาได้ชัดเจนทีเดียว พร้อมทั้งเรายังไม่ควรจะลืมพุทธวจนะที่ว่า "การปฏิบัติทั้งหลายเป็นสิ่งที่ท่านจะต้องกระทำเองเพื่อให้ความทุกข์สิ้นไป ตถาคตทั้งหลายเป็นแต่เพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น"

แม้กระนั้นเองชาวพุทธบางส่วน ยังคงให้ความสนใจต่อพิธีกรรม มากกว่าเนื้อหาของศาสนา แม้ว่าตัวพิธีกรรม หรือประเพณีนั้น เป็นกุศโลบายอันดีที่จะทำให้ผู้คนสนใจในพระศาสนาได้ง่ายขึ้น แต่กระนั้นการที่จะได้รับ"ปัญญา"ที่สูงขึ้น ย่อมดีกว่าการรู้เพียงพิธีกรรมเท่านั้น

พุทธศาสนาวัชรยานในทิเบต ก็มากไปด้วยเรื่องราวของพิธีกรรมที่รุ่มรวยเช่นกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า หลายๆคนสนใจพุทธศาสนาสายทิเบตจากการได้เห็นพิธีกรรมอันน่าตื่นตา เรื่องลี้ลับที่มีมนตร์ขลังต่างๆ แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราได้เข้าใจ "สัญ" หรือความหมายที่อยู่ในตัวพิธีกรรม เพราะเมื่อเราได้เข้าใจในความหมายเหล่านี้ยิ่งขึ้น เราจะระลึกได้ถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ถ่ายทอดออกมาเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ก็พระธรรมคือคำสั่งสอนของพระองค์นี้เองที่ทรงตรัสว่าจะเป็นศาสดาของสาวก เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว

ผู้คนจำนวนมากยังมองว่าพุทธศาสนาแบบทิเบตนั้นเป็นเรื่องของมายาศาสตร์ เป็นเรื่องอภินิหารย์ ปะปนด้วยเวทมนตร์นานา ความจริงแล้วเรื่องเหล่านี้ล้วนมีอยู่ในพุทธศาสนาแบบทิเบต(และแบบไทยเอง) แต่เมื่อได้ศึกษาอย่างลึกซึ้งจะเห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงอุปกรณ์ หรือเครื่องช่วยเสริมในบางภาวะเท่านั้น เพระพระพุทธศาสนาแบบทิเบตเองมีแก่นอยู่ที่การปฏิบัติ ด้วยความเข้าใจใน ศูนยตา หรือความว่าง และมุ่งไถ่ถอนกิเลสตนให้เบาบางตามหลักแห่งพระพุทธศาสนาทุกประการ พระลามะผู้มีชื่อเสียงต่างๆ ล้วนเผยแผ่คำสอนที่เน้นลงที่การปฏิบัติ การฝึกตน การชำระจิตใจทั้งสิ้น ส่วนเรื่องปาฏิหารย์ที่มีเข้ามาเพียงเล็กน้อยนั้นก็ล้วนเป็นเรื่องที่อธิบายได้ด้วยการฝึกจิตอย่างดีแล้วนั่นเอง

ข้าพเจ้าจึงหวังว่า การรวบรวมเรียบเรื่ยง เกร็ดความรู้ทางพุทธศิลป์ของข้าพเจ้านั้น น่าจะเป็นประโยชน์แก่ผูสนใจในพุทธศาสนาแบบทิเบต และผู้ที่เป็นนักปฏิบัติด้วย ทั้งนี้เอง ข้าพเจ้าก็เป็นเพียงผู้ศึกษาตัวเล็กๆ มิใช่ผู้ชำนาญอย่างโปรเฟสเซอร์ ข้าพเจ้ายังเป็น"เสขะ" อยู่ จึงถือว่าการรวบรวมนี้เป็นการนำข้อมูลมาบันทึกไว้ เพื่อที่ความหลงลืมจะได้ไม่ครอบงำข้าเจ้าไปในวันหนึ่งเสียก่อนด้วย